o n l i n e . s i n c e . J a n / 2 0 0 6
 
   
 
   
.
 
 
222
..
nb,mnb,
 
 


ทฤษฎีการผสมไก่ชนแบบไลน์บรีด

 

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงของการผสมไก่ชนคือการเว้นการอินบรีดคือผสมในสายเลือด เว้นการเอ้าท์บรีดคือการผสมนอกสาย เหล่านี้เป็นการกะเกณฑ์แบบค่อนข้างมั่นใจให้ละเว้นไปเสีย แต่สิ่งที่ควรกระทำในการผสมไก่ชนให้ได้ดี ยังหาข้อสรุปที่แน่นอนไม่ได้ แต่เท่าที่รู้โดยคร่าวๆคือการไลน์บรีดก็คือการที่รักษาความดีของตัวตั้งต้นไว้ในรุ่นต่อๆมา โดยมีพันธุ์อีกพันธุ์หนึ่งเข้ามาผสมเพื่อรักษาให้รุ่นต่อๆมาที่ได้มีความแข็งแรง หลีกเลี่ยงสายเลือดชิด การกระทำเช่นนี้เป็นการเพิ่มอัตราส่วนหรือความถี่ของยีนที่เราต้องการ เพื่อให้ได้ลักษณะที่ดีคล้ายตัวตั้งต้น แต่มีลักษณะของอีกพันธุ์หนึ่งรวมเข้าไปด้วย

ไลน์บรีดดิ้ง (Line breeding) สามารถทำได้อย่างตรงไปตรงมา หรือมีขั้นตอนซับซ้อนขึ้นอยู่กับความยากง่ายในการถ่ายทอดลักษณะการวางแข้งและลักษณะของลีลาของสายพันธุ์ที่ใช้อยู่ การปรับปรุงพันธุ์โดยวิธีนี้อาจใช้วิธีการผสมกลับ(backcross)โดยนำไก่ชนสายหนึ่ง เข้าผสมกับอีกสายหนึ่ง ต่อจากนั้นก็นำรุ่นลูก มาวนกลับผสมกับฝ่ายพ่อหรือฝ่ายแม่ขึ้นอยู่กับว่าจะให้รุ่นลูกมีลักษณะการชนเอนเอียงไปทางสายพ่อหรือสายแม่ และอีกสายที่ไม่ได้เป็นสายหลัก จะเป็นสายที่มาปรับปรุงพันธุ์ให้เด่นชัดขึ้น ซึ่งช่วยให้การผสมเช่นนี้ ห่างจากอินบรีดน้อยลง

สมมุติว่าพันธุ์ให้เป็นอักษรD พันธุ์รับเป็นอักษร R ลูกผสมชั่วแรกเป็นF1 และลูกผสมครั้งต่อๆมาใช้สัญลักษณ์เป็นBC1 BC2 BC3 ตามลำดับ วิธีก็คือ นำR ผสมกับD ได้F1 แล้วนำลูกผสมF1ที่ได้กลับไปผสมกับพันธุ์รับR ได้อีกรุ่นเป็นBC1 โดยการผสมครั้งต่อๆมา จะต้องคัดเลือกตัวที่มีลักษณะตามต้องการมาผสมเท่านั้น การผสมแต่ละครั้ง อัตราส่วนของยีนทุกชนิดของพันธุ์รับจะมีอัตราส่วนเพิ่มขึ้น 50 เปอร์เซ็นต์ของที่เพิ่มในช่วงก่อน อีกด้านหนึ่ง ลักษณะของพันธุ์ให้จะเพิ่มขึ้นเพื่อมาปรับปรุงพันธุ์เท่านั้น

ลองนึกภาพคร่าวๆว่าเมื่อเสาะหานกดีมาเป็นพ่อแม่พันธุ์จะต้องมีพันธุ์ด้านหนึ่งเป็นพันธุ์ที่ยืนพื้น เช่นตัวเมียลีลาม้าล่อข้วางจัด ทำหน้าที่เป็นพันธุ์รับ ส่วนตัวผู้ลีลาไม่มากแต่ถี่แม่น ผู้เพาะพันธุ์จินตนาการลูกไก่ที่จะได้มาตามความคิดว่า อยากได้ไก่ชนคล้ายๆสายตัวเมียคือม้าล่อแต่ถี่แม่น ก็อาจใช้วิธีไลน์บรีดเช่นนี้นำมาผสมกันได้ ซึ่งการผสมกลับแต่ละครั้งจะมีอัตราส่วนของลูกที่จะเอนเอียงไปทางตัวเมียซึ่งเป็นพันธุ์รับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่จะผสมกลับกี่ครั้งเพื่อให้ได้ลูกที่มีลักษณะตามต้องการนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับสายไก่ชนที่มาเข้ากัน และต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของสายเลือดให้ห่างจากการอินบรีดที่มีผลทำให้ลูกไก่ไม่แข็งแรง



จะเห็นจากตารางว่ารุ่นลูกที่ได้จากการผสมสองสายเข้าด้วยกันF1 มีความก้ำกึ่งกันระหว่างพ่อกับแม่ ไก่ชนรุ่นนี้ยังจะไม่พบไก่ชนที่มีคุณสมบัติพอแข่งขันได้นัก อาจจะเรียกว่าเป็นไก่ชนที่ไม่เด่นไปทางใด แต่เมื่อนำเอารุ่นF1ไปผสมกับพันธุ์รับ อัตราส่วนของเลือดจากพันธุ์รับจะเพิ่มขึ้นจาก 50% เป็น75% และเมื่อนำรุ่นBC1ที่ได้ ไปผสมกับRอีกครั้ง จะได้รุ่นBC2 สายเลือดของRก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆและถ้าผสมไปเป็นทอดๆก็จะมีอัตราส่วนของสายเลือดRเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ความแข็งแรงและความต้านทานโรคก็จะลดลง เนื่องจากเริ่มจะมีสายเลือดชิดเข้ามาปรากฏ

การผสมไก่ชนไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดเช่นนี้เสมอไป การผสมเช่นนี้แม้จะควบคุมสายเลือดให้เป็นไปตามกำหนด แต่ลูกไก่ชนที่ได้ส่วนใหญ่จะเป็นพวกลูกไก่ชนที่ไม่เด่นไปทางใดเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก เนื่องจากธรรมชาติต้องการควบคุมให้เกิดความสมดุลการแปรผันยีนที่เรียกว่าbalance model อีกทั้งการคัดเลือกก็ไม่ง่ายเหมือนกับการเพาะพันธุ์สัตว์อื่นๆ แต่ก็ง่ายกว่าการเพาะนกเขาชวา เพราะนกเขาชวาไข่ครั้งละแค่สองฟอง โอกาสที่จะได้นกหลายๆแบบจากพ่อแม่คู่เดียวที่นำมาตั้งต้นการเพาะก็ยากขึ้น ถ้านกเขาชวาเสียงไข่ครั้งละหลายๆฟอง เหมือนไก่ชน คงจะมีนกดีๆเกิดขึ้นมาให้เลือกได้อย่างหลากหลาย ผิดกับไก่ชนที่มีไก่ดี ๆ เพิ่มขึ้นมากมายในแต่ละปี

 

ผู้เขียน : อ.ตองอู
นำเสนอโดย : ทีมงานซุ้มไก่ชน

.
       
     
 
Mesothelioma Types
 
Copyright @ 2005 - 2006 Zoomkaichon Production