|
โรคเอเวียนอินฟลูเอนซา(ไข้หวัดนก)
: A 150
( Highly Pathogenic
Avian Influenza, HPAI )
โรคเอเวียนอินฟลูเอนซา หรือโรคไข้หวัดนก
เกิดจากเชื้อไวรัส (family Orthomyxoviridae, genus Influenzavirus)
สายพันธุ์ A และ B ซึ่งมีความรุนแรงสูงและสามารถแพร่กระจายทำให้เกิดโรคได้อย่างรวดเร็ว
ปัจจุบันที่พบการระบาดมักเกิดจากเชื้อไวรัส Influenza
A ชนิดย่อย (subtypes) H5 และ H7 โรคนี้มีระยะฟักตัว 3-5
วัน เชื้อไวรัสสามารถอยู่ในเนื้อเยื่อต่างๆ อุจจาระ และน้ำได้นานจึงเป็นแหล่งรวมของเชื้อรวมทั้งน้ำมูกของสัตว์ปีก
พบเชื้อจากไก่ และไก่งวง แต่สัตว์ปีกทุกชนิดสามารถเป็นโรคได้
การติดโรคเกิดจากสัมผัสโดยตรงกับอุจจาระ สิ่งคัดหลั่งของสัตว์ป่วย
หรือ อาหาร น้ำ เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ เสื้อผ้า ไข่ปนเปื้อนเชื้อที่แตกอยู่ในตู้ฟักสามารถแพร่โรคสู่ลูกไก่ได้
พวกสัตว์ปีกน้ำและนกทะเล(waterfowl and sea birds) อาจนำเชื้อไวรัสเข้ามาสู่ฝูงสัตว์ปีกได้เชื้อไวรัส
Influenza A สเตรนปานกลางหรือที่ไม่รุนแรงอาจพบได้ทั่วโลก
สเตรน H5 และ H7ที่รุนแรงบางครั้งพบได้ในนกที่หากินอิสระอยู่ในทวีปยุโรปและแหล่งอื่นๆ
มีหลักฐานว่าไวรัส H5ที่มีความรุนแรงปานกลางอาจกลายเป็นสายพันธุ์ที่มีความรุนแรงสูงได้
โรคเอเวียนอินฟลูเอนซาที่มีความรุนแรงพบได้ไม่ง่ายนักจึงไม่ควรสับสนกับไวรัส
H5 และ H7 ชนิดที่มีความรุนแรงต่ำ
โรคนี้ไม่มีวิธีรักษา แต่ป้องกันโดยไม่ให้สัตว์ปีกมีการสัมผัสกับนกป่า
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์ปีกน้ำ หลีกเลี่ยงการนำสัตว์ปีกที่ไม่รู้ภาวะสุขภาพแน่ชัดเข้ามาในฝูง
ควบคุมคนที่เข้า-ออกฟาร์ม ดำเนินขั้นตอนการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคของฟาร์ม
และในฟาร์มพ่อแม่พันธุ์ควรเลี้ยงสัตว์ปีกเพียงกลุ่มอายุเดียวโดยนำระบบการเข้าทั้งหมด-ออกทั้งหมดมาใช้
และหากมีโรคเกิดให้ทำลายสัตว์ทั้งหมด กำจัดซากสัตว์และผลิตผลทั้งหมด
ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคในฟาร์มแล้วพักการใช้งานอย่างน้อย
21 วันก่อนที่จะนำสัตว์ฝูงใหม่เข้ามาเลี้ยง
การป้องกันโรคในปัจจุบันใช้วัคซินเชื้อตาย(ในการระบาดที่ปากีสถานและเม็กซิโก)
เนื่องจากวัคซินเชื้อเป็นที่เคยใช้ในอดีตอาจทำให้สัตว์ปีกขับเชื้อไวรัสสายพันธุ์รุนแรงออกมาได้
น้ำยาฆ่าเชื้อที่ใช้คือ ฟอร์มาลิน และสารละลายไอโอดีน
นิยามในการเฝ้าระวังโรค (Case
Definition for Surveillance)
1. เกณฑ์ทางคลินิก (Clinical Criteria)
สัตว์ซึมอย่างรุนแรง ไม่กินอาหาร
ผลผลิตไข่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน
หน้าบวมน้ำเช่นเดียวกับหงอนและเหนียงที่บวม ดำคล้ำ
มีจุดเลือดออกที่ผิวเยื่อบุภายใน
ตายกระทันหัน โดยอัตราการตายอาจถึง 100 %
จำเป็นต้องทำการแยกเชื้อไวรัสเพื่อยืนยันการตรวจและวินิจฉัยโรคที่แน่นอน
2. เกณฑ์ทางห้องปฏิบัติการ (Laboratory
criteria)
2.1 วิการ
อาจไม่พบวิการใดๆในกรณีที่สัตว์ตายกระหันหัน
พบเลือดคั่งที่ระบบกล้ามเนื้อ
สัตว์หรือซากมีอาการขาดน้ำ
พบการบวมน้ำที่ชั้นใต้ผิวหนังบริเวณหัวและคอ
พบน้ำมูกและน้ำลายในช่องจมูกและช่องปาก
เยื่อชุ่มบุที่ตามีเลือดคั่งอย่างรุนแรง และพบจุดเลือดออกในบางครั้ง
พบเมือกในช่องหลอดลมมากผิดปกติ หรือหลอดลมอักเสบอย่างรุนแรงและมีเลือดออก
พบจุดเลือดออกที่กระดูกอกด้านใน เยื่อไขมันและเยื่อบุที่อยู่ในช่องท้อง
ผิวเยื่อบุภายในช่องลำตัว
ไตมีเลือดคั่งรุนแรง บางครั้งพบสารยูเรทเกาะติดที่ท่อเนื้อไต
(tubules)
รังไข่มีเลือดออกและเสื่อมเล็กลง
ผิวเยื่อบุกระเพาะพัก (proventriculus) มีเลือดออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่บริเวณรอยต่อกับกึ๋น
กึ่นมีเลือดออกและเยื่อบุหลุดลอก
พบจุดเลือดออกที่เยื่อน้ำเหลือง (lymphoid tissues) ในชั้นของเยื่อบุลำไส้
วิการที่พบในไก่งวงจะคล้ายกับที่พบไก่แต่อาจไม่ชัดเจนเท่า
ส่วนเป็ดที่ติดเชื้อ HPAI อาจจะไม่แสดงอาการหรือวิการใดๆแต่ขับเชื้อไวรัสออกมา
2.2 การทดสอบโรคและตรวจชนิดของเชื้อไวรัส
การตรวจหาและจำแนกชนิดของเชื้อไวรัส (Identification of
the agent)โดยการฉีดเข้าไปในไข่ไก่ฟักอายุ 9-11 วัน แล้วตรวจหา
haemagglutination ทำการตรวจยืนยันเชื้อไวรัส influenza
A ด้วยวิธี immunodiffusion ทำการตรวจ subtype โดยใช้
monospecific antisera และตรวจสอบความรุนแรงของสายพันธุ์จากการประเมิน
intravenous pathogenicity index (IVPI)ที่ทำในไก่อายุ
4-8 สัปดาห์
การทดสอบทางซีรั่มวิทยา (Serological tests) โดย haemagglutination
และhaemagglutination inhibition tests หรือตรวจด้วยวิธี
Agar gel immunodiffusion
2.3 วิธีการเก็บตัวอย่าง
ป้ายเชื้อจากหลอดลม ก้น หรือ อุจจาระจากสัตว์มีชีวิต และเก็บอวัยวะหรืออุจจาระของสัตว์ที่ตายแล้วรวมกัน
สำหรับการตรวจหาเชื้อไวรัส
เก็บเลือดจากสัตว์ป่วยแล้วปล่อยให้แข็งตัว หรือเก็บซีรั่ม
สำหรับการตรวจทางซีรั่มวิทยา
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว
สาระ บทความ คุณภาพดี โดย : http://www.dld.go.th/dcontrol/avianflu.html
นำเสนอโดย : ทีมงานซุ้มไก่ชน
|